วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธปท.ชี้ปรับลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 1 หนุนให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น

จัดทำโดย น.ส. รินธาร พงศ์เจริญวิทย์ เลขทะเบียน 4901202133


นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามนั้น
ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ


1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจ และการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ และ
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์


สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร


นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
คำถาม......
1.ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ
2.จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น จะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เพราะเหตุใด
3.ด้วยเหตุใดธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธปท.พลิกวิกฤตโลกเป็นโอกาส เร่งแก้อุปสรรค...แบงก์เมินใช้ "ไบบอร์"


จัดทำโดย นาย สราวุธ จันตรี เลขทะเบียน 4901202106

"BIBOR" หรืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ เป็นความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้เกิดขึ้นในตลาดเงินของประเทศไทยเหมือนกับประเทศต่างๆ ที่มีอัตรา ดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดเงิน เช่น อังกฤษ มีอัตราดอกเบี้ย "ไลบอร์", สิงคโปร์ มีอัตราดอกเบี้ย "ไซบอร์" และมาเลเซีย มีอัตราดอกเบี้ย"ไคบอร์"


โดย นางผ่องเพ็ญ เรืองวีระยุทธ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงินและบริหารทุนสำรอง สายนโยบายการเงิน ธปท. ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แนวคิดดังกล่าวทำให้ ธปท.ตั้งใจจะทำให้ไบบอร์เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2548 ด้วยการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศที่มีความสามารถจะเสนออัตราดอกเบี้ยในตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ในระยะเวลาต่างๆ หรือทำหน้าที่เป็น "contributor" จำนวน 16 ราย


ขณะเดียวกัน ธปท.ได้พยายามสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้ไบบอร์โดยออกพันธบัตร ธปท.อัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่อิงกับไบบอร์ เพื่อที่จะบอกว่า ธปท.ยินดีจ่ายดอกเบี้ยตามไบบอร์ ฉะนั้นหากธนาคารจะปล่อยกู้กับลูกค้าธุรกิจก็สามารถใช้ดอกเบี้ยไบบอร์เป็นฐานได้ เพราะไบบอร์คือดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีที่สถาบันการเงินจะให้กู้ ถ้าเป็นลูกค้าชั้นรองลงมาก็บวกส่วนต่างเข้าไป โดยมีดอกเบี้ยไบบอร์เป็นฐานอ้างอิง


แต่ดูเหมือนความพยายามของ ธปท.ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งนางผ่องเพ็ญยอมรับว่า ธนาคารพาณิชย์ไม่นิยมใช้ไบบอร์เป็นฐานอ้างอิงในการทำธุรกรรมกับลูกค้า เพราะไม่มีธุรกรรมหรือธุรกรรม มีไม่มาก ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าอัตราที่เสนอกันนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะธนาคารพาณิชย์ที่เสนออัตราดอกเบี้ยเข้ามาหลายรายรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ใช่อัตรา ดอกเบี้ยที่สามารถทำธุรกรรมได้จริง


นางผ่องเพ็ญบอกว่า การที่ไม่สามารถทำธุรกรรมตามอัตราดอกเบี้ยที่เสนอเข้ามาได้จริง เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่นิยมใช้ไบบอร์เป็นดอกเบี้ยอ้างอิง จนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากวิกฤตธนาคารพาณิชย์ที่ใช้ Thai baht fixed ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินบาทในตลาดสวอปเกิดบิดเบือนไม่สะท้อนกลไกตลาด ทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าโดยอิง Thai baht fixed ต้องประสบภาวะขาดทุนจำนวนมาก จึงออกมาส่งเสียงบอก ธปท.ให้สนับสนุนการใช้ไบบอร์มากขึ้น


"สิ่งที่ ธปท.บอก คือ เราบอกเขามาตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่ทำเอง มาถึงตอนนี้ไม่รู้ต้องบอก ธปท. หรือบอกตัวเองด้วย" นางผ่องเพ็ญระบุ


ทั้งนี้ นางผ่องเพ็ญได้ชี้ให้เห็นถึงข้อด้อยของการใช้ดอกเบี้ย Thai baht fixed 2 ประการ คือ 1.ดอกเบี้ย Thai baht fixed จะไปอิงกับอัตราดอกเบี้ยดอลลาร์ ฉะนั้นการกู้ยืมเงินบาทในไทยกลายเป็นว่าต้องขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยดอลลาร์ในสิงคโปร์


ในภาวะอัตราดอกเบี้ยดอลลาร์ในสิงคโปร์ไม่ปกติ เลยทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินบาทที่มีดอลลาร์เป็นหลักประกันไม่ปกติไปด้วย ทั้งๆ ที่การกู้ยืมนั้นเป็นการกู้ยืมปกติ และผู้กู้กับผู้ปล่อยกู้ไม่มีปัญหาเรื่องเครดิต แต่อัตราที่ใช้กู้ยืมเบี่ยงเบนไปตามอัตรา ดอกเบี้ยดอลลาร์


2.มีความสัมพันธ์ระดับหนึ่งระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนกับ Thai baht fixed เพราะการกู้ยืมใช้ได้ทั้งกู้ยืมเงินบาท เอาเงินดอลลาร์เป็นประกัน และกู้ยืมเงินดอลลาร์เอาเงินบาทเป็นประกัน


ดังนั้น บางช่วงที่คนคิดว่าเงินบาทจะ อ่อนค่าและดอลลาร์แข็งค่า เขาจะอยากซื้อเงินดอลลาร์และขายเงินบาท แต่ถ้าไม่มี เงินบาทก็อาจไปยืมดอลลาร์ใครมาเป็น หลักประกันแล้วขายบาทเพื่อถือเงินดอลลาร์ ทางตรงกันข้ามถ้าคาดเงินดอลลาร์จะอ่อน และเงินบาทจะแข็ง ก็ทำในทางตรงกันข้าม


"จะเห็นว่าวัตถุประสงค์การกู้ยืมใน Thai baht fixed มีทั้งการกู้ยืมเพื่อกิจกรรมเงินบาทจริงๆ และการกู้ยืมเพื่อกิจกรรมอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ดังนั้น Thai baht fixed จึงถูกชักนำโดยอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยดอลลาร์ซึ่งอยู่นอกประเทศไทยและอยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ที่จะกู้ยืมเงินบาทเพื่อกิจกรรมเงินบาท เรื่องนี้เห็นไม่ชัดนักในอดีตที่ผ่านมาจนเกิดวิกฤตที่ทำให้ดอลลาร์หายากทั่วโลก ทำให้เห็นข้อด้อยนี้ชัดขึ้น"


เหตุการณ์วิกฤตการเงินโลกครั้งนี้ทำให้ ธปท.มองว่า นี่คือการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยนางผ่องเพ็ญบอกว่า ธปท.จะใช้โอกาสนี้ผลักดันให้ดอกเบี้ยไบบอร์น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ ธปท.ต้องดูต่อ คือ อาจต้องเข้าไปดูคุณสมบัติที่ ธปท.เลือกธนาคารพาณิชย์ทั้ง 16 รายว่าเหมาะสมหรือไม่ และต้องไปดูธุรกรรมไบบอร์ของแต่ละแห่งเพื่อดูความเชื่อมโยงกับอัตราที่ธนาคารพาณิชย์จ่าย รวมถึงดูปริมาณหรือธุรกรรมที่โยงกับปริมาณด้วย


สุดท้ายแผนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการผลักดันให้มีการใช้ดอกเบี้ยไบบอร์เพิ่มขึ้นจะสำเร็จได้หรือไม่ จะปล่อยให้ ธปท.ตบมือข้างเดียวไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับ "ธนาคารพาณิชย์" ด้วยถึงจะสำเร็จ




คำถามท้ายเรื่อง....


1. สาเหตุใดที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่นิยมใช้ไบบอร์เป็นดอกเบี้ยอ้างอิง


2. ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่า "นี่คือการพลิกวิกฤตโลกเป็นโอกาส" นั้นเกิดมาจากเหตุการณ์วิกฤตการเงินโลกเหตุการณ์ใด จงอธิบาย


3. ท่านคิดว่าควรสนับสนุนให้ใช้ไบบอร์เป็นฐานอ้างอิงในการทำธุรกรรมกับลูกค้าหรือไม่ เพราะเหตุใด

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หอการค้าผวาเศรษฐกิจล่ม จุดชนวน‘หนี้ครัวเรือน’พุ่ง

ผู้จัดทำ น.ส. ภรภัทร ครุฑพงษ์ เลขทะเบียน 4901202144



หอการค้า-กสิกรไทย หวั่นภาวะว่างงาน บีบคนไทยแห่ก่อหนี้เพิ่ม
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาวะหนี้ครัวเรือนของประชาชนเริ่มตึงตัว เนื่องจากรายได้ลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันหนี้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 116,681 บาท ส่วนรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 18,660 บาทต่อเดือน ทำให้หนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ 6.3 เท่า


นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนน่าจะเพิ่มขึ้น หากมีคนตกงานมากขึ้น เพราะรายได้จากการทำงานลดลงและจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยืมคนใกล้ตัวหรือกู้นอกระบบ กรณีที่คุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ ขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์

สำหรับธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มระวังความเสี่ยง เห็นได้จากการขึ้นเงินเดือนหรือรายได้ของผู้ถือบัตรเครดิต ดังนั้นคงไม่ต้องห่วงปัญหาหนี้เสียในระบบจะเพิ่มขึ้นมาก

“ถ้าครัวเรือนเป็นแรงงานขั้นต่ำด้อยฝีมือ มีเงินรายได้ต่ำอยู่แล้ว ถือว่าเสี่ยงจะตกงานมากกว่าแรงงานที่มีทักษะฝีมือ อาจจะทำให้การกู้หนี้นอกระบบมีมากขึ้น แต่ถ้าคน ตกงานเป็นแรงงานมีฝีมือมีระดับรายได้ที่ดี ซึ่งมักเป็นลูกค้าของแบงก์ มีรายได้ระดับกลางและบน ซึ่งจุดนี้อาจจะกระทบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของแบงก์ได้” นายเชาว์ กล่าว

ทั้งนี้ หากครัวเรือนที่เป็นหนี้ตกงาน แต่รัฐมีสวัสดิการช่วยเหลือ ก็อาจจะกระทบไม่มาก แต่หากไม่มีอะไรรองรับสถานการณ์น่าจะยิ่งแย่ เพราะถ้าคนตกงานมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจริง คนที่จบการศึกษาระดับสูงอาจจะยอมรับทำงานในระดับที่วุฒิการศึกษาต่ำกว่า

ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยังไม่สามารถประเมินแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในอนาคตได้ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่

“ในภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มการตกงานเพิ่มและมีการเติบโตชะลอลง ธปท.จำเป็นต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในการจับตามองหนี้ครัวเรือน” นางอมรา กล่าว

ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=20461

คำถาม...

1.ปัจจุบันหนี้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ระดับเท่าไร รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ระดับเท่าไรและหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่เท่าไร

2. ธนาคารพาณิชย์ เริ่มมีการระวังความเสียงอย่างไร

3.แรงงานแบบใดที่อาจส่งผลกระทบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ของแบงค์