วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แบงก์ส่งซิกศึกระดมเงินฝากแผ่ว ชี้สภาพคล่องพอ-คนฝากแค่ต้องการความปลอดภัย

จัดทำโดย น.ส. ภรภัทร ครุฑพงษ์ เลขทะเบียน 4901202144

นายแบงก์ส่งสัญญาณสินเชื่ออ่อนตัว แข่งระดมเงินฝากน้อยลง ระบุสภาพคล่อง มีเพียงพอ แต่ที่ยังเห็นออกแคมเปญเงินฝากแค่เตรียมการรับสถานการณ์ไม่แน่นอน นักวิเคราะห์ชี้คนฝากเงินต้องการแค่ความปลอดภัย เปิดช่องแบงก์ไม่ออกโปรดักต์กดดันต้นทุน

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าในช่วงนี้ธนาคารไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝากเข้ามามากเนื่องจากสภาพคล่องอยู่ระดับเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงการขยายตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งออกผลิตภัณฑ์เงินฝากให้ดอกเบี้ยพิเศษ คาดว่าจะเป็นการเตรียมการไว้ก่อนจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

"เมื่อไม่มีความแน่นอนแต่ละคนก็ต้องหาเงินไปเก็บไว้ในบ่อของตัวเองก่อน" นายประสารกล่าว

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า แนวโน้มการแข่งขันระดมเงินฝากในปีนี้ไม่น่ารุนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากในระบบมีสภาพคล่องเพียงพอ ดูได้จากสัดส่วน สินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D ratio) ที่ ลดลงมาเหลือ 90% แต่ที่ยังเห็นการออกแคมเปญ เงินฝากในช่วงนี้เพราะธนาคารยังต้องให้บริการลูกค้าให้ครบ ทั้งสินเชื่อและเงินฝาก แต่การเสนอผลตอบแทนทั้งรูปเงินฝากและผลิตภัณฑ์อื่นยังอยู่ในระดับปกติ

นายธนัท รังษีธนานนท์ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า การที่สินเชื่อขยายตัวน้อยลง การระดมเงินฝากเข้ามามากจะกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ดังนั้นช่วงนี้ธนาคารแต่ละแห่งคงต้องอ่านใจว่าลูกค้าต้องการผลตอบ แทนหรือต้องการความเชื่อมั่น ซึ่งถ้าเพียงต้องการความปลอดภัยก็คงไม่เห็นธนาคารมีแคมเปญเงินฝากออกมาแข่งขันกันมาก

ส่วนล่าสุดที่เห็นธนาคารกรุงไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ อายุ 10 ปี จ่ายผลตอบแทนปีที่ 1-5 ดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 6-10 อัตรา 6.50% ต่อปี คาดว่าเป็นการออกเพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะทยอยหมดอายุในปีนี้ และเพื่อเติมเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ยังอยู่ระดับต่ำ ประมาณ 12-13% เทียบกับทั้งระบบ 14-15% โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคาร กรุงไทย กล่าวว่า การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อ เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ และเป็นการจัดหาทุนในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายสินเชื่อในอนาคตและเพิ่มความแข็งแกร่งให้เงินกองทุน

นางสาวศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิของกรุงไทยมาจากความต้องการเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2 (tier 2) ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 3.3% จากที่ควรจะมีคือ 4.25% หรือครึ่งหนึ่งของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 8.5% และช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากทำให้ธนาคารได้ต้นทุนที่ถูกกว่าธนาคารแห่งอื่นที่ส่วนใหญ่ออกหุ้นกู้และหุ้นกู้ด้อยสิทธิจำนวนมากในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามธนาคารหลายแห่งได้ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิจำนวนมากในปีที่แล้ว ทำให้การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในกลุ่มสถาบันการเงินจะน้อยลงเช่นเดียวกับการดึงเงินฝาก เช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยาปีที่แล้วออกหุ้นกู้จำนวนมาก เพื่อเข้าซื้อกิจการของบริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส ปีนี้คงชะลอการออกหุ้นกู้เพราะสภาพคล่องที่ระดมมาจากในช่วงไตรมาส 4/51 เหลือค่อนข้างมาก

ขณะที่ นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้เพื่อการเข้าซื้อหุ้นธนาคารเอไอจีเพื่อรายย่อย และบริษัท เอไอจี การ์ด มูลค่า 2,055 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อกิจการก็เป็นหนึ่งในแผนที่ธนาคารจะดำเนินการอย่าง ต่อเนื่อง ธนาคารจะออกหุ้นกู้เพิ่มเติมหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับขนาดของสินทรัพย์ที่จะเข้าซื้อ

ที่มา http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02fin01120252&day=2009-02-12&sectionid=0206

คำถาม...

1.ธนาคารไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝากเข้ามามากเนื่องจาก สาเหตุใด

2.ธนาคารกรุงไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เพื่ออะไร

3. แนวโน้มการแข่งขันระดมเงินฝากในปีนี้ไม่น่ารุนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากอะไร

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กนง.ลดดอกเบี้ย 1% เป็นการปรับลดมากที่สุดในรอบ 8 ปี

จัทำโดย นาย พงศภัค เขมาชีวะ เลขทะเบียน 4901202067

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน

น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที

ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55

สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด

ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย

สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป


คำถาม

1.สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากอะไร

2.กนง.ประเมิน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ว่าเป็นอย่างไร

3.แนวโน้มของ อัตราเงินเฟ้อ เป็นอย่างไร

หลากโอกาสกลางวิกฤต ปีแห่งการเริ่มต้นลงทุน



จัดทำโดย น.ส. กชพรพรรณ สาพันธ์ชัยชนะ เลขทะเบียน 48128012


ท่ามกลางปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุมเร้า บางคนกลับเห็นว่าเป็นโอกาส และเห็นลู่ทางเอาตัวรอดทางธุรกิจ

ผู้บริหารสถาบันการเงินหลายคนเห็นว่า ช่วงนี้ ไม่ใช่แค่คนตกงานที่จะมองหาธุรกิจเล็กๆ แต่คนที่มีเงินสดก็สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาไม่แพงธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย แนะนำว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ สามารถทำได้ทั้งหมด เช่น ธุรกิจ เกี่ยวกับอาหาร ธุรกิจการบริการ อย่างรับซักเสื้อผ้า แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบ เพราะวิถีชีวิตคนในเมืองทำงานมากขึ้น ไม่มีเวลาทำงานบ้าน และยังมีช่องทางอีกมาก

“คนที่ตกงานแล้วมีโอกาสทำอีกหลายอย่าง การตกงานไม่ได้สิ้นสุดของชีวิต แต่จะเป็นโอกาสให้เป็นเถ้าแก่เป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองได้” นายธีรศักดิ์ กล่าว

โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า จริงๆ ในบ้านเรายังไม่ถือว่าเป็นวิกฤต แต่ในช่วงนี้ต้องมีการประคับประคองตัวเอง และไม่ควรท้อ ไทยยังโชคดีที่เป็นประเทศที่ เล็กไม่ใหญ่ สามารถปรับตัว และสามารถที่จะแทรกตัวไปแสวงหาโอกาสได้ โอกาสของเรา คือ ในต่างประเทศที่ล้มละลาย เสียหาย เป็นโอกาสของเราที่ไม่มีปัญหา สามารถเข้าไปทดแทนขายของได้

กลุ่มเอสเอ็มอี แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผลิตและขายในประเทศ กับผลิตขายในต่างประเทศ ซึ่งการผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศจะต้องมีพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐานสากลโลก เช่น มาตรฐานไอเอสโอ แต่สิ่งที่สำคัญของเอสเอ็มอีไทยจะต้องหาตลาดและเจาะตลาดให้ได้ ในขณะนี้ก็เป็นโอกาสที่ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น น้ำมัน วัตถุดิบปรับตัวลดลง ด้านราคาและคุณภาพสินค้าเป็นที่ยอมรับสามารถแข่งขันได้

บรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) กล่าวว่า เป็นโอกาสที่จะทำจัดรูปแบบขนาด (ไซส์) ขององค์กรให้กะทัดรัด มีความคล่องตัวการทำงาน ทั้งด้านการลงทุน การพัฒนาบุคลากร เพื่อรอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้แต่การทำการตลาดก็ไม่ควรจะมุ่งทำการตลาดอย่างใหญ่ ทำการตลาดให้พอเหมาะกับบริษัทและสอดคล้องกับในภาวะเศรษฐกิจ

สำหรับบุคคลทั่วไปเป็นจังหวะที่เลือกซื้อ ขณะนี้ถือว่าเป็นตลาดของผู้บริโภคทุกอย่างแทบทุกสินค้า ที่เห็นได้ชัดด้านอสังหาริมทรัพย์ ลูกค้าสามารถที่จะเลือกซื้อบ้านได้ตามใจ รวมถึงเป็นช่องทางการลงทุนในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กล่าวว่า ในภาวะเช่นนี้เป็นโอกาสของคนมีเงินออมที่จะนำเงินไปลงทุน ซึ่งการออมเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และลงทุนในตลาดหุ้นก็มีความเสี่ยงสูง การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดและต้องมองในระยะยาวๆ ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

“การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดี เพราะมีทรัพย์สินที่ดินให้เลือกจำนวนมาก ไม่มีคนมาแย่งกันซื้อปั่นราคาสูงขึ้น คนที่จะซื้อได้ต้องมีเงินสด หรือมีเงินออม เพราะจะกู้มาลงทุนธนาคารคงไม่ปล่อยกู้ รวมทั้งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความพร้อม เพราะขณะนี้ค่าจ้างรับเหมาและค่าวัสดุก่อสร้างราคาไม่แพงเกินไป” นายเชาวรัตน์ กล่าว

แนวโน้มเศรษฐกิจแย่ คนตกงาน สินค้าขายไม่ได้ โรงงานเจ๊ง ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ก็ไล่ตามมาติดๆ ทำให้ธุรกิจรับติดตามหนี้งานเข้ามากขึ้น

นายประชา ชัยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชฎฐ์ คอลเลคชั่น แมนเนจเมนท์ ในฐานะประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม กล่าวว่า ในปี 2552 คาดว่าจะมีปริมาณงานการติดตามหนี้จากสถาบันการเงินมากขึ้นกว่า 30% เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาคนตกงานมากขึ้น ทำให้บริษัทวางแผนว่าจะรับพนักงานใหม่อีก 200-300 คน เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

ทุกวิกฤตมีโอกาส ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นและกระโจนเข้าเส้นชัยก่อน
เชื่อแน่ว่า “ปีฉลู” น่าจะเป็นอีกปีที่ธุรกิจใหม่ๆ จะไปได้แบบฉลุย และสุดท้ายคงได้ฉลองความสำเร็จ



คำถาม

1. การที่เริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ ในช่วงนี้ควรเป็นธุรกิจใด

2. กลุ่มเอสเอ็มอี แบ่งออกเป็นกี่ ประเภท และเป็นประเภทใดบ้าง

3. ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดี


ขุนคลัง แจงฐานะประเทศไม่ติดลบ ยันมีเงินพอจ่ายข้าราชการ

จัดทำโดย น.ส. ภัทรี เนตรทิตย์ เลขทะเบียน 4901202025


โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 2 กุมภาพันธ์ 2552 15:38 น.

รมว.คลัง โต้ข่าวเงินคงคลังไม่ติดลบ ยันรัฐบาลไม่ได้ถังแตก และมีเพียงพอจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เผย ฐานะล่าสุด 5 หมื่นล้าน ถือว่าเหมาะสม เพราะจะมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และไม่ต้องแบกภาระดอกเบี้ย

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการบริหารจัดการเงินคงคลัง โดยระบุว่า ปัจจุบันเงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากระดับ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ รัฐบาลไม่ได้ถังแตกแน่นอน แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดงบประมาณขาดดุล ทำให้รายจ่ายสูงกว่ารายได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินเพื่อมาชดเชยส่วนต่างรายจ่าย


“ผมขอย้ำว่า การติดลบของงบประมาณไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะงบประมาณปี 2552 เป็นงบประมาณแบบขาดดุล การมีเงินคงคลังระดับปัจจุบันถือว่าปกติ เหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่ได้สร้างปัญหาต่อความมั่นคง เพราะฐานะการคลังที่มั่นคงประเมินจากปริมาณหนี้สาธารณะ และภาระหนี้ต่องบประมาณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะการเงินการคลังของไทยเข้มแข็งมาก”


นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังต้องบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างปัญหาต่อระบบการเบิกจ่าย ไม่ควรมีเงินคงคลังมากเกินความจำเป็น เพราะหากเงินคงคลังมีจำนวนมาก จะไม่ส่งผลดีต่อภาครัฐและประชาชนมากนัก เนื่องจากจะทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งประชาชนยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเสียภาษีรายได้บุคคลด้วย



คำถาม


1. ปัจจุบันเงินคงคลังของไทยมีอยู่เท่าใด และต่างจากเดิมหรือไม่


2. เงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ฐานะของประเทศติดลบหรือไม่


3. เหตุผลใดจึงไม่ควรมีเงินคงคลังมากเกินความจำเป็น

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

แบงก์ไทยแกร่งไม่ทรุดตามศก.

จัดทำโดย น.ส. อัญชลิกา รื่นเริง เลขทะเบียน 4901202017

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 กุมภาพันธ์ 2552 07:38 น.

สมาคมธนาคารไทย ยืนยัน ศักยภาพแบงก์ไทยยังเข้มแข็ง ไม่ได้รับกระทบจากวิกฤตการเงินมากนัก เพียงแต่ต้องคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก เพราะแนวโน้มหนี้เสียเริ่มมีเพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เหตุต้นทุนทางการเงินมีมากกว่าดอกเบี้ยจ่าย "ก้องเกียรติ"แนะนักลงทุนกระจายความเสี่ยง ต้องมีมั้งหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร ทองคำ รวมทั้งมีฝากแบงก์ในบางส่วน ส่วนภาพรวมวิกฤตโลกต้องใช้เวลาปีกว่าถึงจะฟื้นตัว
นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าว ในงานสัมมนาเรื่อง "จะอยู่หรือไป เศรษฐกิจไทยปี 2552"ว่า ส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะใช้เวลาฟื้นตัวได้เร็วในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งกรณีของสหรัฐฯ ที่ใช้งบประมาณกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น หากได้ผลคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้ในปีนี้ แต่เศรษฐกิจไทย คาดว่าจะดีขึ้นในปี 2553
ทั้งนี้ในส่วนของภาคธนาคารพาณิชย์ ยังมีความเข้มแข็ง และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติการเงินโลก แต่จากปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบภาคอุตสาหกรรม การลงทุน ทำให้ ธนาคารพาณิชย์ ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในภาคการส่งออก ที่จะพิจารณาสินเชื่อเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหนีเสีย (NPL) ซึ่งยอมรับว่า เริ่มมีสัญญาณการเกิดหนี้เสียมากขึ้นแล้ว ณ ขณะนี้
ดังนั้น ในปี2552 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด)ในระบบธนาคารพาณิชย์ ยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะต้นทุนการเงินของธนาคาร ไม่ได้มีเพียงดอกเบี้ยจ่ายเท่านั้น แต่ยังมีภาระการตั้งสำรองหนี้ของธนาคารพาณิชย์ จากการเกิดปัญหา NPL นอกจากนี้ยังมีต้นทุนจากมาตรการกำกับดูแลและต้นทุนตามกฎหมาย ทั้งการส่งเงินเข้าสถาบันประกันเงินฝาก 40 สต./เงินฝาก 100 บาท/ปี ซึ่งสูงเมื่อเทียบต่างประเทศ รวมทั้งการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% จากรายได้ดอกเบี้ย นอกเหนือจากการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ จะอยู่สูงถึง 1.5-2%
เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เสนอแนะลูกค้าและผู้ลงทุนว่า หากยังมีความสามารถในการชำระหนี้ ให้คงชำระหนี้ตามกำหนดต่อไป เพราะประวัติการชำระหนี้ เป็นเรื่องสำคัญทั้งในแง่ของลูกค้า และธนาคาร
ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย คงขึ้นอยู่กับ เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจของตลาดโลก ซึ่งหลายฝ่ายหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นได้ในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้ ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มองว่า ปีนี้คงไม่ตกต่ำเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลังจากตั้งแต่ตุลาคม2551 ที่เกิดปัญหาซับไพร์ม และลุกลามเป็นวิกฤติการเงิน ตลาดหุ้นทั่วโลกได้มีการปรับตัวรับข่าวไปแล้ว จนมูลค่าทรัพย์สินได้ปรับลดลงมามาก นักลงทุน และกองทุนต่างๆ ได้รับรู้ผลขาดทุนจากการลงทุนไปแล้ว ดังนั้น เห็นว่าในปี 52 จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะทำกำไรจากการลงทุนในหุ้นได้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่สดใสเท่าใดนัก
โดยขณะนี้สัญญาณการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มีหุ้นราคาถูกเป็นจำนวนมาก เกินกว่า 200 บริษัท ที่น่าลงทุน เพราะมีราคาต่ำกว่าราคาทางบัญชี ขณะที่คาดการณ์ปีนี้เชื่อว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ย จะติดลบที่ 7-8% โดยที่ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 470-590 จุด และค่า P/E อยู่ที่ 8-10 เท่า
"หุ้นเมืองไทยมีหลายตัวที่น่าลงทุน เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนให้เป็น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่สดใส แต่ก็เห็นว่าตอนนี้ มีหุ้นราคาถูก ซึ่งถือเป็นหุ้นราคาเถ้าแก่ ที่สามารถเข้าไปซื้อขายในตลาดได้" นายก้องเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายก้องเกียรติ แนะนำนักลงทุนว่า การลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขณะนี้ อาจจะมีความซับซ้อนมากขึ้น นักลงทุน ควรเลือกกระจายการลงทุน ทั้งในหุ้น หุ้นกู้ที่มีเรทติ้งที่ดี พันธบัตรรัฐบาล และทองคำ แต่ขณะเดียวกัน ควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งฝากเงินไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อเป็นสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นเช่นกัน แม้จะมีผลตอบแทนต่ำ แต่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด อีกทั้งยังได้รับการคุ้มครองเงินฝากได้เต็มจำนวน
ด้านนายมังกร ธนสารศิลป์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกต้องใช้เวลาเป็นอีกปีกว่าถึงจะฟื้นตัว ซึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักคือ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่มาก คือ อาหาร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ขณะที่อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตินี้ คืออุตสาหกรรมที่มีฐานลูกค้าในประเทศ

ที่มา :
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000013746

คำถาม
1.เหตุผลใดที่ สมาคมธนาคารไทยแนะนำให้ควบคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก

2. เหตุผลใด เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยจึงเสนอแนะลูกค้าและผู้ลงทุนว่า หากยังมีความสามารถในการชำระหนี้ ให้คงชำระหนี้ตามกำหนดต่อไป

3. ในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหาเช่นนี้ เราสามารถซื้อ – ขายหุ้นได้หรือไม่

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

หากการเมืองยืดเยื้อ ปี52 ท่องเที่ยวจะลดลง 3.5 ล้านคน

จัดทำโดย น.ส. วิไลรันต์ อำนวยสมบัติ เลขทะเบียน 4901202123

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ได้ประเมินว่าหากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 3.5 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 40 ในปี 2552 คิดเป็นเงินที่สูญไป 140,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าปัญหาโรคซาร์สที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป 1 ล้านคน และเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวหายไป 180,000 ล้านคน

นางอมรา เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ชะลอตัวลงทุกด้าน โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และคาดว่าเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และมีผลต่อภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง และจากสถานการณ์การเมืองที่อึมครึมตลอด ยังทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลงทุกด้าน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงมาก ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนตุลาคมอยู่ที่ 38.3 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 42.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีดังกล่าวในปี 2543 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 75.8 ลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปี

นางอมรา กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งออกเดือนตุลาคม มีมูลค่า 14,998 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 76 เดือน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 15,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.5 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 964 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธปท.ประเมินว่าภาคการส่งออกที่ขยายตัวชะลอลง ประกอบกับรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลงเช่นกัน ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2551 จะขาดดุล จากที่เคยประเมินว่าจะเกินดุลเล็กน้อยนอกจากนี้ ธปท.เตรียมประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 3 ธันวาคมนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอมากกว่าที่คาด และเหตุการณ์ในประเทศตึงเครียดมากขึ้น ดังนั้น คาดว่าจีดีพีคงจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

คำถาม....

1.เหตุใดภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ชะลอตัวลงทุกด้าน

2.มูลค่าการส่งออกและนำเข้าเดือนตุลาคม มีมูลค่าเท่าใด

3.หากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้จะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง