จัดทำโดย น.ส. ภรภัทร ครุฑพงษ์ เลขทะเบียน 4901202144
นายแบงก์ส่งสัญญาณสินเชื่ออ่อนตัว แข่งระดมเงินฝากน้อยลง ระบุสภาพคล่อง มีเพียงพอ แต่ที่ยังเห็นออกแคมเปญเงินฝากแค่เตรียมการรับสถานการณ์ไม่แน่นอน นักวิเคราะห์ชี้คนฝากเงินต้องการแค่ความปลอดภัย เปิดช่องแบงก์ไม่ออกโปรดักต์กดดันต้นทุน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าในช่วงนี้ธนาคารไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝากเข้ามามากเนื่องจากสภาพคล่องอยู่ระดับเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงการขยายตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งออกผลิตภัณฑ์เงินฝากให้ดอกเบี้ยพิเศษ คาดว่าจะเป็นการเตรียมการไว้ก่อนจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
"เมื่อไม่มีความแน่นอนแต่ละคนก็ต้องหาเงินไปเก็บไว้ในบ่อของตัวเองก่อน" นายประสารกล่าว
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า แนวโน้มการแข่งขันระดมเงินฝากในปีนี้ไม่น่ารุนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากในระบบมีสภาพคล่องเพียงพอ ดูได้จากสัดส่วน สินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D ratio) ที่ ลดลงมาเหลือ 90% แต่ที่ยังเห็นการออกแคมเปญ เงินฝากในช่วงนี้เพราะธนาคารยังต้องให้บริการลูกค้าให้ครบ ทั้งสินเชื่อและเงินฝาก แต่การเสนอผลตอบแทนทั้งรูปเงินฝากและผลิตภัณฑ์อื่นยังอยู่ในระดับปกติ
นายธนัท รังษีธนานนท์ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า การที่สินเชื่อขยายตัวน้อยลง การระดมเงินฝากเข้ามามากจะกดดันส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ดังนั้นช่วงนี้ธนาคารแต่ละแห่งคงต้องอ่านใจว่าลูกค้าต้องการผลตอบ แทนหรือต้องการความเชื่อมั่น ซึ่งถ้าเพียงต้องการความปลอดภัยก็คงไม่เห็นธนาคารมีแคมเปญเงินฝากออกมาแข่งขันกันมาก
ส่วนล่าสุดที่เห็นธนาคารกรุงไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ อายุ 10 ปี จ่ายผลตอบแทนปีที่ 1-5 ดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 6-10 อัตรา 6.50% ต่อปี คาดว่าเป็นการออกเพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะทยอยหมดอายุในปีนี้ และเพื่อเติมเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ยังอยู่ระดับต่ำ ประมาณ 12-13% เทียบกับทั้งระบบ 14-15% โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคาร กรุงไทย กล่าวว่า การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อ เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ และเป็นการจัดหาทุนในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายสินเชื่อในอนาคตและเพิ่มความแข็งแกร่งให้เงินกองทุน
นางสาวศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิของกรุงไทยมาจากความต้องการเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2 (tier 2) ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 3.3% จากที่ควรจะมีคือ 4.25% หรือครึ่งหนึ่งของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 8.5% และช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากทำให้ธนาคารได้ต้นทุนที่ถูกกว่าธนาคารแห่งอื่นที่ส่วนใหญ่ออกหุ้นกู้และหุ้นกู้ด้อยสิทธิจำนวนมากในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามธนาคารหลายแห่งได้ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิจำนวนมากในปีที่แล้ว ทำให้การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในกลุ่มสถาบันการเงินจะน้อยลงเช่นเดียวกับการดึงเงินฝาก เช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยาปีที่แล้วออกหุ้นกู้จำนวนมาก เพื่อเข้าซื้อกิจการของบริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส ปีนี้คงชะลอการออกหุ้นกู้เพราะสภาพคล่องที่ระดมมาจากในช่วงไตรมาส 4/51 เหลือค่อนข้างมาก
ขณะที่ นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้เพื่อการเข้าซื้อหุ้นธนาคารเอไอจีเพื่อรายย่อย และบริษัท เอไอจี การ์ด มูลค่า 2,055 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อกิจการก็เป็นหนึ่งในแผนที่ธนาคารจะดำเนินการอย่าง ต่อเนื่อง ธนาคารจะออกหุ้นกู้เพิ่มเติมหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับขนาดของสินทรัพย์ที่จะเข้าซื้อ
ที่มา http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02fin01120252&day=2009-02-12§ionid=0206
คำถาม...
1.ธนาคารไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝากเข้ามามากเนื่องจาก สาเหตุใด
2.ธนาคารกรุงไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เพื่ออะไร
3. แนวโน้มการแข่งขันระดมเงินฝากในปีนี้ไม่น่ารุนแรงเท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากอะไร
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
กนง.ลดดอกเบี้ย 1% เป็นการปรับลดมากที่สุดในรอบ 8 ปี
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55
สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด
ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป
คำถาม
1.สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากอะไร
2.กนง.ประเมิน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ว่าเป็นอย่างไร
3.แนวโน้มของ อัตราเงินเฟ้อ เป็นอย่างไร
หลากโอกาสกลางวิกฤต ปีแห่งการเริ่มต้นลงทุน
จัดทำโดย น.ส. กชพรพรรณ สาพันธ์ชัยชนะ เลขทะเบียน 48128012
ท่ามกลางปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุมเร้า บางคนกลับเห็นว่าเป็นโอกาส และเห็นลู่ทางเอาตัวรอดทางธุรกิจ
ผู้บริหารสถาบันการเงินหลายคนเห็นว่า ช่วงนี้ ไม่ใช่แค่คนตกงานที่จะมองหาธุรกิจเล็กๆ แต่คนที่มีเงินสดก็สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาไม่แพงธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย แนะนำว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ สามารถทำได้ทั้งหมด เช่น ธุรกิจ เกี่ยวกับอาหาร ธุรกิจการบริการ อย่างรับซักเสื้อผ้า แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบ เพราะวิถีชีวิตคนในเมืองทำงานมากขึ้น ไม่มีเวลาทำงานบ้าน และยังมีช่องทางอีกมาก
“คนที่ตกงานแล้วมีโอกาสทำอีกหลายอย่าง การตกงานไม่ได้สิ้นสุดของชีวิต แต่จะเป็นโอกาสให้เป็นเถ้าแก่เป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองได้” นายธีรศักดิ์ กล่าว
โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า จริงๆ ในบ้านเรายังไม่ถือว่าเป็นวิกฤต แต่ในช่วงนี้ต้องมีการประคับประคองตัวเอง และไม่ควรท้อ ไทยยังโชคดีที่เป็นประเทศที่ เล็กไม่ใหญ่ สามารถปรับตัว และสามารถที่จะแทรกตัวไปแสวงหาโอกาสได้ โอกาสของเรา คือ ในต่างประเทศที่ล้มละลาย เสียหาย เป็นโอกาสของเราที่ไม่มีปัญหา สามารถเข้าไปทดแทนขายของได้
กลุ่มเอสเอ็มอี แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผลิตและขายในประเทศ กับผลิตขายในต่างประเทศ ซึ่งการผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศจะต้องมีพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐานสากลโลก เช่น มาตรฐานไอเอสโอ แต่สิ่งที่สำคัญของเอสเอ็มอีไทยจะต้องหาตลาดและเจาะตลาดให้ได้ ในขณะนี้ก็เป็นโอกาสที่ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น น้ำมัน วัตถุดิบปรับตัวลดลง ด้านราคาและคุณภาพสินค้าเป็นที่ยอมรับสามารถแข่งขันได้
บรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) กล่าวว่า เป็นโอกาสที่จะทำจัดรูปแบบขนาด (ไซส์) ขององค์กรให้กะทัดรัด มีความคล่องตัวการทำงาน ทั้งด้านการลงทุน การพัฒนาบุคลากร เพื่อรอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้แต่การทำการตลาดก็ไม่ควรจะมุ่งทำการตลาดอย่างใหญ่ ทำการตลาดให้พอเหมาะกับบริษัทและสอดคล้องกับในภาวะเศรษฐกิจ
สำหรับบุคคลทั่วไปเป็นจังหวะที่เลือกซื้อ ขณะนี้ถือว่าเป็นตลาดของผู้บริโภคทุกอย่างแทบทุกสินค้า ที่เห็นได้ชัดด้านอสังหาริมทรัพย์ ลูกค้าสามารถที่จะเลือกซื้อบ้านได้ตามใจ รวมถึงเป็นช่องทางการลงทุนในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
เชาวรัตน์ เชาวน์ชวานิล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กล่าวว่า ในภาวะเช่นนี้เป็นโอกาสของคนมีเงินออมที่จะนำเงินไปลงทุน ซึ่งการออมเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และลงทุนในตลาดหุ้นก็มีความเสี่ยงสูง การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดและต้องมองในระยะยาวๆ ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
“การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดี เพราะมีทรัพย์สินที่ดินให้เลือกจำนวนมาก ไม่มีคนมาแย่งกันซื้อปั่นราคาสูงขึ้น คนที่จะซื้อได้ต้องมีเงินสด หรือมีเงินออม เพราะจะกู้มาลงทุนธนาคารคงไม่ปล่อยกู้ รวมทั้งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความพร้อม เพราะขณะนี้ค่าจ้างรับเหมาและค่าวัสดุก่อสร้างราคาไม่แพงเกินไป” นายเชาวรัตน์ กล่าว
แนวโน้มเศรษฐกิจแย่ คนตกงาน สินค้าขายไม่ได้ โรงงานเจ๊ง ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ก็ไล่ตามมาติดๆ ทำให้ธุรกิจรับติดตามหนี้งานเข้ามากขึ้น
นายประชา ชัยสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชฎฐ์ คอลเลคชั่น แมนเนจเมนท์ ในฐานะประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม กล่าวว่า ในปี 2552 คาดว่าจะมีปริมาณงานการติดตามหนี้จากสถาบันการเงินมากขึ้นกว่า 30% เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาคนตกงานมากขึ้น ทำให้บริษัทวางแผนว่าจะรับพนักงานใหม่อีก 200-300 คน เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น
ทุกวิกฤตมีโอกาส ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นและกระโจนเข้าเส้นชัยก่อน
เชื่อแน่ว่า “ปีฉลู” น่าจะเป็นอีกปีที่ธุรกิจใหม่ๆ จะไปได้แบบฉลุย และสุดท้ายคงได้ฉลองความสำเร็จ
เชื่อแน่ว่า “ปีฉลู” น่าจะเป็นอีกปีที่ธุรกิจใหม่ๆ จะไปได้แบบฉลุย และสุดท้ายคงได้ฉลองความสำเร็จ
คำถาม
1. การที่เริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ ในช่วงนี้ควรเป็นธุรกิจใด
2. กลุ่มเอสเอ็มอี แบ่งออกเป็นกี่ ประเภท และเป็นประเภทใดบ้าง
3. ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดี
ขุนคลัง แจงฐานะประเทศไม่ติดลบ ยันมีเงินพอจ่ายข้าราชการ
จัดทำโดย น.ส. ภัทรี เนตรทิตย์ เลขทะเบียน 4901202025
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 2 กุมภาพันธ์ 2552 15:38 น.
รมว.คลัง โต้ข่าวเงินคงคลังไม่ติดลบ ยันรัฐบาลไม่ได้ถังแตก และมีเพียงพอจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เผย ฐานะล่าสุด 5 หมื่นล้าน ถือว่าเหมาะสม เพราะจะมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และไม่ต้องแบกภาระดอกเบี้ย
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการบริหารจัดการเงินคงคลัง โดยระบุว่า ปัจจุบันเงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากระดับ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ รัฐบาลไม่ได้ถังแตกแน่นอน แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดงบประมาณขาดดุล ทำให้รายจ่ายสูงกว่ารายได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินเพื่อมาชดเชยส่วนต่างรายจ่าย
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการบริหารจัดการเงินคงคลัง โดยระบุว่า ปัจจุบันเงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากระดับ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ รัฐบาลไม่ได้ถังแตกแน่นอน แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จัดงบประมาณขาดดุล ทำให้รายจ่ายสูงกว่ารายได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินเพื่อมาชดเชยส่วนต่างรายจ่าย
“ผมขอย้ำว่า การติดลบของงบประมาณไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะงบประมาณปี 2552 เป็นงบประมาณแบบขาดดุล การมีเงินคงคลังระดับปัจจุบันถือว่าปกติ เหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่ได้สร้างปัญหาต่อความมั่นคง เพราะฐานะการคลังที่มั่นคงประเมินจากปริมาณหนี้สาธารณะ และภาระหนี้ต่องบประมาณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะการเงินการคลังของไทยเข้มแข็งมาก”
นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังต้องบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างปัญหาต่อระบบการเบิกจ่าย ไม่ควรมีเงินคงคลังมากเกินความจำเป็น เพราะหากเงินคงคลังมีจำนวนมาก จะไม่ส่งผลดีต่อภาครัฐและประชาชนมากนัก เนื่องจากจะทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งประชาชนยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเสียภาษีรายได้บุคคลด้วย
คำถาม
1. ปัจจุบันเงินคงคลังของไทยมีอยู่เท่าใด และต่างจากเดิมหรือไม่
2. เงินคงคลังมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ฐานะของประเทศติดลบหรือไม่
3. เหตุผลใดจึงไม่ควรมีเงินคงคลังมากเกินความจำเป็น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)