จัดทำบทความโดย
นาย พงศภัค เขมาชีวะ เลขทะเบียน 4901202067
เรื่อง: เศรษฐกิจการคลังคาดเงินเฟ้อครึ่งปีหลังยังเฉลี่ย7.5%
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเวทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO Forum) ภายใต้โครงการขยายบทบาทสำนักงานเศรษฐกิจการคลังสู่ภูมิภาค ณ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 5.9 ต่อปี โดยตัวเลข GDP ของไตรมาส 2 ปี2551 จะประกาศโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในวันจันทร์ที่ 25สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งแรกของปี ที่เร่งขึ้นถึงร้อยละ 6.3 ต่อปี ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนั้น สศค. คาดว่าจะชะลอ จากครึ่งปีแรกโดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.3 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในครึ่งปีหลัง อยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.5 ต่อปีปรับลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อได้บ้าง ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจ ได้อานิสงส์จากการกระจายการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง อาทิ จีนอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยลดผลกระทบทางลบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้พอสมควร
นอกจากนี้ การที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การบริโภคภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลังชะลอลงไม่มากนัก ในขณะเดียวกันการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษีเพื่อคืนเงินกลับกระเป๋าประชาชน มาตรการเงินทุนฐานราก มาตรการขึ้นค่าจ้างเงินเดือน มาตรการประกันราคาข้าว รวมถึงมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน
การที่ภาครัฐเน้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) เช่น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้ารางคู่ และระบบชลประทานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในประเทศมากขึ้น
ในขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกที่มีความผันผวนมากในปัจจุบัน ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากปัญหา Sub-prime ในสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และปัญหาการเมืองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
นางนงนุช ตันติสันติวงศ์ หัวหน้าฝ่ายแบบจำลองเศรษฐกิจไทย สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรที่มีความผันผวนในปัจจุบัน เป็นทั้งปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยสนับสนุนต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าลง อาจช่วยให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ภาวะเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนของไทย โดยเสนอแนะว่า ภาครัฐควรส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและ เทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
ที่มา: http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=adcdf32d-1085-4b38-af15-8322c41f4c2a
คำถามท้ายเรื่อง
1.ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อในครึ่งปีหลังปรับตัวอยู่ที่ประมาญร้อยละ 7.5 ต่อปี
2.จงบอกมาตรการต่างๆของรัฐบาลที่ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
3.นางนงนุช ตันติสันติวงศ์ ได้เสนอแนะแก่ภาครัฐอย่างไรบ้าง
สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนั้น สศค. คาดว่าจะชะลอ จากครึ่งปีแรกโดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.3 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในครึ่งปีหลัง อยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.5 ต่อปีปรับลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อได้บ้าง ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจ ได้อานิสงส์จากการกระจายการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง อาทิ จีนอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยลดผลกระทบทางลบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้พอสมควร
นอกจากนี้ การที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การบริโภคภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลังชะลอลงไม่มากนัก ในขณะเดียวกันการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษีเพื่อคืนเงินกลับกระเป๋าประชาชน มาตรการเงินทุนฐานราก มาตรการขึ้นค่าจ้างเงินเดือน มาตรการประกันราคาข้าว รวมถึงมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน
การที่ภาครัฐเน้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) เช่น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้ารางคู่ และระบบชลประทานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในประเทศมากขึ้น
ในขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกที่มีความผันผวนมากในปัจจุบัน ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากปัญหา Sub-prime ในสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และปัญหาการเมืองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
นางนงนุช ตันติสันติวงศ์ หัวหน้าฝ่ายแบบจำลองเศรษฐกิจไทย สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรที่มีความผันผวนในปัจจุบัน เป็นทั้งปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยสนับสนุนต่อเศรษฐกิจไทย ส่วนเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าลง อาจช่วยให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ภาวะเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนของไทย โดยเสนอแนะว่า ภาครัฐควรส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและ เทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
ที่มา: http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=adcdf32d-1085-4b38-af15-8322c41f4c2a
คำถามท้ายเรื่อง
1.ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อในครึ่งปีหลังปรับตัวอยู่ที่ประมาญร้อยละ 7.5 ต่อปี
2.จงบอกมาตรการต่างๆของรัฐบาลที่ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
3.นางนงนุช ตันติสันติวงศ์ ได้เสนอแนะแก่ภาครัฐอย่างไรบ้าง
7 ความคิดเห็น:
ตอบคำถาม
1.เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อได้บ้าง
2.มาตรการลดภาษีเพื่อคืนเงินกลับกระเป๋าประชาชน มาตรการเงินทุนฐานราก มาตรการขึ้นค่าจ้างเงินเดือน มาตรการประกันราคาข้าว รวมถึงมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน
3.ภาครัฐควรส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและ เทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
น.ส.สินีนาถ ศรีสินอำไพ 5005106013
ตอบคำถาม
1.-ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง
-การกระจายการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง
-การที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น
-การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ที่เพิ่มมากขึ้น
2.มาตรการลดภาษีเพื่อคืนเงินกลับกระเป๋าประชาชน มาตรการเงินทุนฐานราก มาตรการขึ้นค่าจ้างเงินเดือน มาตรการประกันราคาข้าว รวมถึงมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน
3.ภาครัฐควรส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและ เทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
น.ส.สุนิสา โยธา 4901202104
ตอบคำถาม
1.-การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ที่เพิ่มมากขึ้น
-ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง
-การกระจายการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง
2.มาตรการลดภาษีเพื่อคืนเงินกลับกระเป๋าประชาชน มาตรการเงินทุนฐานราก มาตรการขึ้นค่าจ้างเงินเดือน มาตรการประกันราคาข้าว รวมถึงมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน
3.เสนอแนะว่า ภาครัฐควรส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและ เทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
น.ส.กรุณา ธีระปกรณ์กุล 4901202147
ตอบข้อ1 เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อได้บ้าง
นางสาวสาวิตรี สุคันธมาลี
5002110017
ข้อ 2. มาตรการลดภาษีเพื่อคืนเงินกลับกระเป๋าประชาชน มาตรการเงินทุนฐานราก มาตรการขึ้นค่าจ้างเงินเดือน มาตรการประกันราคาข้าว รวมถึงมาตรการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน
นางสาวสาวิตรี สุคันธมาลี
5002110017
ข้อ 3. ภาครัฐควรส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก การใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความรู้แก่ผู้ผลิตและเกษตรกร รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและ เทคโนโลยีการเพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
นางสาวสาวิตรี สุคันธมาลี
5002110017
แสดงความคิดเห็น