นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามนั้น
ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ
ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ
1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจ และการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ และ
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์
สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร
นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
คำถาม......
1.ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ
2.จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น จะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เพราะเหตุใด
3.ด้วยเหตุใดธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด
1 ความคิดเห็น:
1 ตอบ1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจ และการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ และ
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อ เศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์
2 ตอบเพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
3 ตอบเนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน
ผู้ตอบ น.ส.สุธาสินี อุตเดช เลขทะเบียน48127065 กลุ่ม33
แสดงความคิดเห็น